fusion-medical-animation-rnr8D3FNUNY-uns
ความเสี่ยงของเครื่องปั๊มลมในช่วงสภาวะ Covid-19

จากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ได้ทำการลากยาวตั้งแต่ช่วงต้นปี 2020 จนเกิดการกระจายไปทั่วโลกนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างในเชิงเศรฐกิจไปในหลายๆ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนั้นเองก็มีผลโดยตรงกับหลายๆ โรงงานด้วยเช่นกัน การทำงานของเครื่องจักรการผลิตที่น้อยลง จนลามส่งผลให้เครื่องปั๊มลมทำงานน้อยลงตามไปด้วย ทางคุณทราบหรือไม่ว่า เมื่อเครื่องปั๊มลมทำงานน้อยลงนั้นอาจส่งผล หรือมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง

หมายเหตุ; เนื้อหาอ้างอิงเฉพาะกับปั๊มลมชนิด fixed speed oil flooded screw type เท่านั้น และสามารถอ้างอิงเนื้อหาได้กับปั๊มลมทุกยี่ห้อ

 

เมื่อโรงงานมีกระบวนการผลิตที่น้อยลงโดยมากสิ่งทีมักจะพบเจอกับตัวปั๊มลม คือตัวเครื่องมีอัตราส่วนการใช้งานที่น้อยลง โดยสามารถเทียบได้กับ loading hour และ running hour ของเครื่อง ความเสี่ยงที่อาจพบเจอมีดังต่อไปนี้

1. อะไหล่ปั๊มลมครบวาระ 1 ปี แทน running hour ครบวาระ

อะไหล่ของปั๊มลมจะมีการอ้างอิงชั่วโมงการใช้งานตาม instruction book และทั่วไปมักจะอ้างอิงเฉพาะ running hour เป็นหลัก แต่ในบางเครื่องที่มีการใช้งานน้อยลงมากๆ เครื่องอาจถึงวาระเปลี่ยนอะไหล่อ้างอิงตามวาระอะไหล่ครบหนึ่งปีแทนการนับจาก running hour ซึ่งเมื่อเครื่องทำงานน้อยลงจากสภาวะ Covid-19 แต่เดิมอะไหล่ consume part ที่ต้องเปลี่ยนทุก 4 เดือน อาจเปลี่ยนแปลงถูกลากยาวกว่าเดิมจนกลายเป็นอะไหล่ครบวาระ 1 ปีแทน ในกรณีนี้หากเครื่องปั๊มลมยังคงมีการใช้งานต่อโดยไม่เปลี่ยนอะไหล่ ตัวเครื่องมีแนวโน้มความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหาย จากการเสื่อมของอะไหล่ตามวาระปีแทน

2. เครื่องมีการใช้งานน้อยลงจนเกิดการกลั่นตัวของน้ำในระบบ (Water Condensation)

เครื่องปั๊มลมมีการใช้งานน้อยลงเกินไปจนเครื่องมีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าที่เหมาะสม (ทั่วไปมองง่ายๆ ควรมีการใช้งานจนอุณหภูมิสูงกว่า 80 องศา) และเมื่อเครื่องอยู่ในสภาวะนี้ต่อเนื่อง น้ำจะเริ่มกลั่นตัวในระบบ ผสมเข้ากับน้ำมันเดิมในเครื่อง จนทำให้น้ำมันเสียคุณสมบัติ และเกิดสนิมทั้งระบบ ผลกระทบที่ต่อเนื่องที่ตามมาอีก คือ ชุดอะไหล่ consume part (air filter, oil filter, oil separator, oil lubricant) และ moving kit ที่มีสปริงเข้ามาเกี่ยวข้อง เกิดความเสียหายถาวร และที่หนักที่สุดคือลูกปืนของ screw element เสียหายจนต้องถอดนำไป overhaul ใหม่

3. ค่าไฟช่วง unload ของปั๊มลมสูงขึ้น

การ design ปั๊มลมซักเครื่อง ทั่วไปการออกแบบ ต้องออกแบบอ้างอิงตาม peak load ที่ โรงงานแต่ละที่ต้องการ เช่นการนับจากปริมานการใช้ลมรวมทั้งโรงงาน บวกกับ safety factor ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเกิดกระบวนการผลิตน้อยลง ตัวเครื่องปั๊มลมที่เดิมเคยออกแบบให้รองรับกับ peak load อาจจะไม่ได้ทำงานถึงค่านั้นอีกต่อไป ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ ภายในสภาวะแวดล้อม ณ ช่วงนี้ ตัวเครื่องปั๊มลมจะมีขนาดใหญ่เกินความต้องการ และเครื่องจะสามารถอัดลมเข้าระบบได้ถึงค่า peak load ได้เร็วกว่าปกติ อีกความหายคือ เครื่องจะเปลี่ยนสถานะเข้าสู่ช่วง unload (unload คือการที่ปั๊มลมทำงานตัวเปล่า โดยไม่มีการอัดลมเข้าไปในไลน์ผลิต ก่อนที่เครื่องจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นหยุด) เร็วขึ้น หรือถี่ขึ้น โดยธรรมชาติปั๊มลมจะกินพลังงานช่วง unload ราว 30% ของ load energy (เครื่องยิ่งเก่า ยิ่งกินพลังงานมากขึ้น) จนในภาพรวมอาจทำให้ผู้ใช้เครื่องพบเจอว่า ค่าไฟช่วงนี้จะเอียงไปทางการจ่ายค่า unload มากกว่าค่า load ก็เป็นได้

แนวทางและวิธีป้องกัน
1. เพิ่มความเข้มข้นการทำ daily maintenance

ในช่วงที่ปั๊มลมมีการใช้งานที่น้อยลง ให้เพิ่มความเข้มข้นในการทำ daily maintenance ของปั๊มลมทุกเครื่องที่ยังคงทำงานอยู่ โดยเฉพาะเครื่องที่ทำงานน้อยที่สุด

  • นับวาระการเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เป็นการเช็คจากวาระ 1 ปี ควบคู่กับการนับ running hour

  • เน้นการตรวจเช็คความร้อนของปั๊มลมว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม

  • เน้นการตรวจเช็คน้ำ drain ของปั๊มลม ดูลักษณะน้ำที่ drain ออกมาว่าไม่มีน้ำมันผสมกับน้ำ น้ำที่ผสมกับน้ำมันจะมีลักษณะเหมือนสีนมกาแฟ

2. ตรวจสอบ utilization ของปั๊มลม

Utilization คืออัตราการใช้ปั๊มลม เทียบระหว่าง loading hour กับ running hour วิธีตรวจสอบ utilization ของปั๊มลมสามารถทำได้อย่างง่ายโดยการเอาค่า loading hour หารกับ running hour แล้วดูออกมาเป็น % อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาก่อนสถานการณ์ Covid-19 นั้น ตัวเครื่องอาจมีตัวเลข loading hour สะสมมาเยอะอยู่แล้ว ค่าที่ตรวจสอบได้จึงอาจมีความคลาดเคลื่อน เพื่อความแม่นยำ ให้ใช้การคำนวนจากช่วงระยะเวลาหนึ่งแทน โดยให้คิดโดยวิธีดังต่อไปนี้ (loading hour week 2 – loading hour week 1) / (running hour week 2 – running hour week 1) แล้วดูค่าออกมาเป็น % ว่าสูงต่ำเท่าใด ตัวอย่างสามารถทำได้โดยเริ่มนับข้อมูลวันจันทร์ เทียบกับวันจันทร์ของสัปดาห์ต่อไป เป็นต้น

แล้วเราควรทำอย่างไร หากพบว่าเครื่องมี utilization ที่ต่ำลงมามาก ?

โดยทั่วไป เมื่อ utilization ของเครื่องปั๊มลมต่ำลงมากว่าปกติ สิ่งที่ตามมามักเป็นเรื่องของค่า unload (พลังงานสูญเสียฟรี) ที่เพิ่มขึ้นสวนทางกัน ซึ่งวิธีแก้ไข อาจทำได้โดยการเปลี่ยนปั๊มลมหนึ่งตัวในระบบให้เป็นปั๊มลมชนิดติด Inverter เนื่องจากคุณสมบัติของเครื่องคือ ตัวเครื่องจะมีค่า unload เท่ากับศูนย์ และสามาถผลิตลมได้ตามปริมานที่ไลน์ผลิตต้องการเท่านั้น ในช่วงที่ไลน์ผลิตต้องการใช้ลมน้อย ตัว screw element จะทำการหมุนช้าลง ในขณะเดียวกันตัวเครื่องก็ยังคงสามารถทำงานรองรับช่วง peak load เดิมของโรงงานได้อยู่เหมือนเดิม

 

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงงานของเราเหมาะกับการใช้ Inverter หรือไม่ ?

โดยปกติปั๊มลม inverter จะไม่ได้เหมาะกับทุกโรงงาน ในบางโรงงานที่มีการใช้ลมแบบต่อเนื่อง และคงที่ การใช้ปั๊มลมแบบ fixed speed จะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตามผู้ใช้เครื่องส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตัวเองมีพฤติกรรมการใช้ลมอย่างไร ดังนั้นวิธีตรวจสอบจึงควรต้องมีการทำ energy audit เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้เครื่องก่อน เพื่อเอามาวิเคราะห์พฤติกรรมในแต่ละโรงงานอีกครั้ง

อ่านรายละเอียดการทำ energy audit CLICK!!